โดย อาจารย์ ปทุมทิพย์  ม่านโคกสูง

สภาพภูมิศาสตร์
สภาพทรัพยากรธรรมชาติ
สภาพพื้นที่การศึกษา
ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าผู้ไทย
การอบพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทย
ภาษา
วิถีชีวิตของชาวผู้ไทย
บทบาทของสมาชิกครอบครัว
การอบรมสั่งสอนเรื่องการหาอยู่หากิน
การใช้ชีวิตประจำวัน
ที่อยู่อาศัย
เครื่องนุ่งห่ม
ยารักษาโรค
ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทย้อ
ประวัติศาสตร์ของชาวไทโย้ย
วัฒนธรมชาวไทยโย้ย
การดำเนินชีวิตของชาวไทโย้ย
การแต่งกาย
งานฝีมือ
การละเล่นพื้นบ้านของชาวไทยโย้ย
ประเพณี
ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเลิง
ขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้าน
ภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้านชาวกะเลิง
ดนตรีนาฏศิลป์และการละเล่นพื้นบ้าน
ชีวิตและความเป็นอยู่
ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์โส้
ประเภทของการเหยา
ประเพณีการเกิด
พิธีซางกะมูด
พิธีกรรม "อะเอียงดง
ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ชนเผ่าไทยอีสาน
วัฒนธรรมไท-ลาว
การตั้งหมู่บ้าน
การแต่งกาย
อาหาร
พิธีกินดอง
ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเวียดนาม1
ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเวียดนาม2
ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเวียดนาม3
ประชากรเวียดนามในประเทศไทย

 

ประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าผู้ไทย

                กลุ่มชาติพันธุ์ของชาวผู้ไทยในอดีตเป็นชนชาติไทยสาขาหนึ่ง  แต่เดิมอาศัยอยู่ในบริเวณเมืองแถงและเมืองไล ในแคว้นสิบสองจุไทยพื้นที่บริเวณแถบนี้เป็นป่าเขาไม่อุดมสมบูรณ์นัก รวมทั้งยังเป็นดินแดนคาบเกี่ยวอยู่ในการปกครองถึง 3 ฝ่าย คือ จีน หลวงพระบางและญวน เมื่อเกิดสงครามระหว่างจีน ญวน และหลวงพระบาง เกิดขึ้นการยกทัพจะต้องผ่านดินแดนสิบสองจุไทยชาวผู้ไทยก็ต้องพลอยเดือนร้อนเสมอ โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะโดยเด็ดขาด ชาวผู้ไทยเป็นกลุ่มชนที่รักความสงบจึงพากันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเมืองวัง เมืองคำเกิด และเมืองคำม่วน ในประเทศลาวในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ยกทัพไปตีเมืองล้านช้างก็เคยกวาดต้อนเชลยผู้ไทยเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ต่อมาในรัชกาลที่ 3พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเจ้าเมืองอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์เป็นกบฏ พระองค์ทรงสั่งให้แม่ทัพไปปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์ และเมื่อปราบกบฏเสร็จเรียบร้อยแล้ว กองทัพไทยจึงได้กวาดต้อนครอบครัวชาวผู้ไทยที่เมืองวัง เมืองคำเกิด และเมืองคำม่วน ข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ฝั่งไทยเป็นการตัดกำลังของฝ่ายลาว และโปรดให้ตั้งบ้านเรือนทำมาหากินในท้องถิ่นต่างๆในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

                ชาวผู้ไทยส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น บรรพบุรุษล้วนแต่  อพยพมาจากเมืองวังทั้งสิ้น แต่เดิมผู้ไทยที่อยู่ในเมืองวังในอดีตนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ในเมืองแถง ซึ่งอยู่ตอนใต้ของประเทศจีนในแคว้นสิบสองจุไทยมาก่อน ชาวผู้ไทยแบ่งออกเป็น 2  พวก คือ ผู้ไทยดำ และผู้ไทยขาว

ผู้ไทยดำ   เป็นผู้ไทยแท้ ตั้งถิ่นฐานอยู่ใน 8 เมือง คือ เมืองแถง   เมืองตุ่ง   เมืองม่วย   เมืองลา เมืองโม่ะ   เมืองหวัด  เมืองชาง  และเมืองคาย ลักษณะของชาวผู้ไทยดำเป็นคนผิวขาวกิริยาอาการคล้ายชาวลาวชอบรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก การแต่งกายผู้ชายนุ่งกางเกงขาแคบ ใช้ผ้าด้ายตาเมล็ดงาสีดำ หรือนุ่งผ้าขาวม้าด้ายสีขาว  สวมเสื้อด้ายสีดำ  เครื่องประดับของชายมีกำไลมือและแหวน   ผู้หญิงนุ่งซิ่นใส่เสื้อผ้าสีดำ มีกำไลเงินกับต่างหูเป็นเครื่องประดับประจำตัวอยู่เสมอ 

ผู้หญิงที่ยังไม่มีสามีจะเกล้ามวยผม  เมื่อมีสามีแล้วก็จะเกล้าผมสูง เครื่องนุ่งห่มส่วนใหญ่ใช้สีดำหรือสีเข็มๆ ด้วยลักษณะการแต่งกายนี้เองจึงเรียกชื่อว่า “ ผู้ไทยดำ ”

ผู้ไทยขาว  ต้นกำเนิดเป็นจีนแช่ฟอ อพยพเข้ามาจากเมืองสินเจา ใกล้เมืองกว้างตุ้ง อพยพมาอยู่กับพวกผู้ไทยที่เมืองไล   เมืองเจียน  เมืองมุน  และเมืองบาง  รวม  4  เมือง  ต่อมาจีนแช่ฟอได้เป็นเมือง จึงเรียกว่า  สิบสองผู้ไทย หรือสิบสองจุไทย  นอกจากนี้ยังมีชนชาติอื่นรวมอยู่บ้าง เช่น ข่าเย้า  พม่า  เป็นต้น ผู้ไทยขาวนุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าสีขาว โดยเฉพาะเมื่อมีการทำศพ จะนุ่งห่มด้วยเครื่องแต่งกายขาวล้วนอยู่จนครบ 3 ปี ด้วยลักษณะการแต่งกายนี้เองจึงเรียกชื่อว่า “ ผู้ไทยขาว ”

                การอพยพโยกย้ายของชาวผู้ไทย และการตั้งถิ่นฐานในที่ต่างๆ จนได้ให้ขึ้นเป็นชนที่มีเจ้าเมืองอุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร เป็นกรมการเมืองปกครองขึ้นกับเมืองใหญ่ในเขต  แขวง โดยมีเมืองต่างๆ ที่มีชาวผู้ไทยตั้งถิ่นฐานอยู่  ดังต่อไปนี้

                1. เมืองเรณูนคร  ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ประมาณ พ.ศ. 2373 ชาวผู้ไทยเมืองเรณูนครอพยพมาจากเมืองวัง ซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อยู่ติดแดนญวน เมื่ออพยพมาครั้งแรกนั้นพากันตั้งบ้านอยู่ 3 แห่ง คือ ที่บ้านห้วยขัว ( สำเนียงผู้ไทยเรียกโห้ยโหโข  อยู่ใต้บ้านท่าคอย ตำบลโพนทองปัจจุบัน ) บ้านบ่อจันทร์ ( อยู่ระหว่างบ้านดงมะเอก ตำบลโพนทอง กับบ้านโคกกลาง  ตำบลเรณูนครในปัจจุบัน และบ้านดงหวาย ที่ตั้งเมืองเรณูนครในปัจจุบัน ) เมื่อได้รับยกขึ้นเป็นเมืองเรณูนครโดยมีเจ้าเพชรเจ้าสายเป็นหัวหน้าอำนวยการจัดสร้างเมืองขึ้น จึงได้อพยพราษฎรจากหมู่บ้านทั้ง 3 แห่งเข้ามารวมอยู่ที่บ้านดงหวาย ซึ่งเป็นที่ตั้งเรณูนครในปัจจุบันแล้วจึงให้ท้าวสายเป็น “ พระแก้วโกมล ” เจ้าเมืองคนแรก จัดการปกครองสืบต่อกันมาจนถึงเจ้าไพร เจ้าสิงห์ เจ้าพิมพะสอนและเจ้าเหม็น ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระแก้วโกมล ชื่อเดียวกันเป็นลำดับมา ภายหลังทางราชการได้ลดฐานะลงเป็นอำเภอเรณูนครจนถึงปัจจุบัน

                2. เมืองพรรณานิคม  ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387 เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง มีท้าวโฮงกลาง  เป็นผู้นำในการสร้างเมืองจึงตั้งให้เป็น “ พระเสนณรงค์ ” เจ้าเมืองคนแรกปกครองเมืองพรรณานิคม  จัดการปกครองต่อกันมา  ปัจจุบันคือท้องที่อำเภอพรรณานิคม  จังหวัดสกลนคร

                3. เมืองกุดสินารายณ์  ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387  เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง โดยมีราชวงศ์ ( กอ ) หรือบางฉบับเรียกว่า ( วอ ) ของเมืองวังอพยพมาด้วยเมื่อได้ยกเมืองกุดสินารายณ์   ขึ้นเป็นเมืองกุดสินารายณ์  จึงโปรดเกล้าฯให้ราชวงศ์ ( กอ ) เมืองวังเป็น

 “ พระธิเบศวงศา ” เป็นเจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้องที่อำเภอกุฉินารายณ์  จังหวัดกาฬสินธุ์

                4. เมืองแล่นช้าง  ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387  บรรพบุรุษของชาวเมืองแล่นช้าง  อพยพมาจากบ้านห้วยนายม แขวงเมืองวังโดยมีหมื่นเดชอุดมเป็นหัวหน้าเมื่อได้จัดตั้งขึ้นเป็นเมืองแล้วได้โปรดเกล้าฯให้หมื่นเดชอุดมเป็น “ พระพิชัยอุดมเดช ” เจ้าเมืองคนแรก ต่อมายุบเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ.2442 แล้วยุบเป็นตำบลเมื่อ พ.ศ.2452 ปัจจุบันตำบลภูแล่นช้างขึ้นอยู่กับอำเภอเขาวง  จังหวัดกาฬสินธุ์

                5. เมืองหนองสูง  ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387  บรรพบุรุษเป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง โปรดเกล้าฯให้ท้าวสิงห์ หรือท้าวสีหนามเป็น “ พระไกรสรราช ” เจ้าเมืองคนแรก  ปัจจุบันคือท้องที่อำเภอหนองสูง  อำเภอคำชะอีบางส่วน และท้องที่อำเภอนาแก  รวมกันเข้าเป็นเมืองหนองสูงเดิม

                6. เมืองเสนางคนิคม  ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2382  เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองตะโปน ( เซโปน ) โปรดเกล้าฯให้พระศรีสุราช ( ท้าวจันทร์ ) เป็น ( พระศรีสินธุสงคราม )  เจ้าเมืองคนแรก ต่อมาถูกยุบเป็นอำเภอเสนางคนิคม ในปี พ.ศ.2445  แล้วถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอเสนางคนิคม  ให้ขึ้นกับอำเภออำนาจเจริญ ในวันที่ 24  เมษายน  2460  ได้เปลี่ยนชื่อจากกิ่งอำเภอเสนางคนิคมเป็นกิ่งอำเภอหนองทับม้า  ปัจจุบันถูกยุบลงเป็นตำบลเสนางคนิคมขึ้นกับอำเภอเมือง  จังหวัดอำนาจเจริญ

                7. เมืองคำเขื่อนแก้ว  ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2387  เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองตะโปน  แต่เดิมเมืองคำเขื่อนแก้ว  เรียกว่า บ้านคำเมืองแก้ว  โปรดเกล้าฯตั้งให้ท้าวสีหนามเป็น” พระรามณรงค์ ” เจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้องที่ตำบลคำเขื่อนแก้ว  อำเภอชานุมาน  จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งไม่ใช่อำเภอคำเขื่อนแก้วในปัจจุบัน

                8. เมืองวาริชภูมิ  ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2402   เป็นชาวผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองกะปอง  โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวพรหมสุวรรณ เป็น “ พระสุรินทรบริรักษ์ ” เจ้าเมืองคนแรก ปัจจุบันคือท้องที่อำเภอวาริชภูมิ  จังหวัดสกลนคร